Get Adobe Flash player

พ่อคำเดื่องภาษี - ปราชญ์ชาวบ้าน นักคิด นักพูด นักปฏิบัติแห่งยุค   

ที่อยู่ : 40 ม.8 ต.หัวฝาย กิ่งอำเภอแคนดง จ.บุรีรัมย์
พ่อคำเดื่อง ภาษี เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2495 เป็นลูกคนที่ 6 ในบรรดาลูกๆ 7 คน ของพ่อไพร และแม่สี ภาษี แต่งงานกับนางอมร งามชัดลูกสาวผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองแก ตำบลช่องสามหมอ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ มีลูกชาย 2 คน และลูกสาว 1 คน

คำเดื่อง ภาษี : จากฟางเส้นเดียวสู่โรงเรียนชุมชนอีสาน

           คำเดื่อง ภาษี ก็เป็นเหมือนเช่นเกษตรกรอีกนับล้านทั่วประเทศ ที่เติบโตมาในช่วงของการปฏิวัติเขียว ในยุคสมัยของการใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคน ยุคของพืชเศรษฐกิจที่เน้นการผลิตเพื่อขาย และยุคที่ทุกสิ่งทุกอย่างแลกเปลี่ยนกันด้วยเงินตรา
          ในวัยเด็ก แผ่นดินอีสานที่เขาเกิดและเติบโตขึ้นที่อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์นั้น ใช่จะแห้งแล้งร้อนอย่างที่หลายคนนึกเห็นภาพ แต่คำเดื่องกล่าวว่าก็เพราะคนรุ่นเขานี่แหละ ที่ทำให้อีสานแห้งแล้งขึ้นมาจากการปลูกพืชเศรษฐกิจแบบแห่ตามกัน อันทำให้ป่าไม้ถูกทำลายลงเป็นจำนวนมากด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
          "ก็ตั้งแต่สมัยเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ.2514 นั่นแหละที่ผมหันมาทำพืชเชิงเดี่ยว ปลูกปอ ตอนนั้นปอราคาดีมาก ข้าวก็ราคาดี นุ่นก็ราคาดี ปุ๋ยไม่ต้องใส่เพราะดินอุดมสมบูรณ์มาก ปลูกอะไรก็ได้ผลผลิตดี ราคาดี พอทำแล้วราคามันดีก็หวังรวย เลยบุกป่าถางป่าทำเพิ่มเป็น 100-200 ไร่"
          แต่ใช่เพียงคำเดื่องเท่านั้นที่คิดแบบนี้ ชาวนาอีกจำนวนมากพากันละทิ้งวิถีเกษตรแบบเดิม หันมาปลูกปอกันเป็นทิวแถว เมื่อผลผลิตออกมามากพืชที่เคยราคาดีก็ตกต่ำจนไม่มีราคา
          "ปี พ.ศ.2509 ปอราคาตกจาก 5 บาท ลงไปเหลือ 50 สตางค์ ไร่ปอที่ผมถากถางป่าขยายออกไปถึง 200 ไร่ เพราะคิดว่ามันจะรวย ก็มาเจ๊งเอาตอนนั้น"
           ช่วงเวลาที่ปอยังราคาดีอยู่ คำเดื่องกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ก้อนแรก 37,000 บาท เพื่อนำไปขยายงานในการทำไร่ปอ เมื่อผลผลิตราคาตกประสบปัญหาขาดทุน คำเดื่องก็หันไปปลูกพืชชนิดอื่น ปลูกอ้อยบ้าง มันสำปะหลังบ้าง แล้วก็เริ่มกู้สะสมไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดเขาก็มีหนี้สินก้อนใหญ่ถึง 90,000 บาท โดยไม่รู้ตัว
            หนี้สินที่แม้จะตัดดอกไปทุกปีอย่างไรก็ยังคงเหลือเงินต้นเท่าเดิม ผลผลิตก็ตกต่ำลงทุกวัน ทำให้คำเดื่องมองไม่เห็นอนาคตว่าจะมีทางปลดหนี้ลงได้อย่างไร ทุกข์ที่ทับถมขึ้นมาทุกขณะจากภาวะหนี้สิน จากการทำงานหนักแต่ก็ยังมิวายประสบปัญหาขาดทุน ทำให้ท้ายที่สุดคำเดื่องต้องหันเข้าหาอบายมุข "มันไม่มีทางออกจริงๆ ก็ไปคบเพื่อน ไปติดเหล้า ไม่มีเงินก็ไปเซ็นไว้ก่อน หนักเข้าก็หลายสิ่งหลายอย่าง ติดบุหรี่ แล้วทีนี้มันไม่อยากเข้าบ้านแล้ว มันไม่มีความสุข ทุกข์ไปหมด"
           คำเดื่องจมอยู่ในความทุกข์นานนับปี จนแม้น้องสาวที่บวชชีอยู่ที่สำนักวิปัสสนาแห่งหนึ่งพยายามเตือนสติว่า การแก้ปัญหาด้วยการหันไปเสพสุราและติดบุหรี่เช่นนี้ มิใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และพยายามแนะนำให้เขาใช้หลักพุทธศาสนาเข้ามาแก้ไขปัญหาชีวิต แต่คำเดื่องกล่าวว่าสติของเขาตอนนั้น "เหมือนรถที่ยังไม่เสียบกุญแจ สตาร์ทเท่าไรก็ไม่ติด"
            บัวที่ปริ่มน้ำอย่างคำเดื่องเวลานั้น เฝ้าคอยวันที่จะชูช่อขึ้นมาพ้นน้ำ แต่ก็ไร้เรี่ยวแรงที่จะพาตัวเองให้หลุดพ้นจากปรักโคลนแห่งความหลงผิด จนกระทั่งวันหนึ่งหลังจากต่อสู้กับการเลิกบุหรี่มานาน คำเดื่องก็พบทางที่ทำให้เข้าใจชีวิตได้อย่างถ่องแท้ "ระหว่างที่พยายามต่อสู้เพื่อจะเลิกบุหรี่ มันจะเหมือนมีเสียงสองเสียงในตัวที่มาเถียงกัน เสียงหนึ่งจะห้ามเสียงหนึ่งจะยุ เสียงหนึ่งจะเอาน่าสูบหน่อย อีกเสียงจะเสียใจว่า ทำไม? เมื่อกี้เราเพิ่มทิ้งไปทำไมเราสูบอีก เป็นอย่างนี้นานหลายเดือน แต่ก็ยังเลิกไม่ได้
            จนวันหนึ่งผมก็ไปเกี่ยวข้าว ตัดรวงข้าวตัดเพลิน มือคีบบุหรี่อยู่ก็ไหม้มาถึงก้น แล้วลามไปไหม้ฟาง พอไฟลุกโพลงขึ้นตรงหน้ามันทำอะไรไม่ทัน ก็ต้องเอามือไปดับไฟเพราะมันเป็นข้าว เราจะปล่อยให้ไหม้ไม่ได้ ไฟก็ดับ ทีนี้คำว่าทุกข์ที่เราเคยติดกับมันมานานมันปิ๊งขึ้นมาตรงนั้นเลย มันเหมือนกุญแจไปเสียบสตาร์ทรถ เหมือนเรากรอหนังกลับ กรอตั้งแต่วันแรกที่เราไปติดมัน พ่อเราใช้ให้เราไปต่อบุหรี่ ภาพแรกที่เราไปสูบบุหรี่ มาถึงตอนที่เราไปสูบบุหรี่ขึ้นรถแล้วคนก็ว่าเราว่า ลุงๆ ทิ้งหน่อยได้มั้ยลูกฉันไอ มันฉายกลับมาให้เห็นทีละภาพ ทีนี้ผมก็แค้นว่าที่ผ่านมามันทำให้เราไปติดมัน ผมก็เอาบุหรี่มาขยี้ เอาเท้าเหยียบ หลังจากนั้นใจมันถอดเลย"
            เหตุการณ์ครั้งนี้สำหรับใครบางคนมันอาจเป็นแค่ "ความบังเอิญ" แต่สำหรับคำเดื่องมันคือ "จังหวะ" และ "เวลา" ที่เดินมาพบกัน ณ จุดหนึ่ง และนั่นทำให้เขาเข้าใจถึงหลักพุทธศาสนาขึ้นมาได้อย่างถ่องแท้ ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาชีวิตด้วยการย้อนกลับไปมองอดีต กลับไปมองดูเหตุแห่งความผิดพลาดของตนเองตั้งแต่เริ่มต้น คำเดื่องได้นำวิธีนี้มาใช้กับอาชีพของเขา เริ่มลดปริมาณการใช้ปุ๋ย เพราะมองเห็นแล้วว่าปุ๋ยเคมีนั้นไม่ได้ก่อประโยชน์ต่อพืชแต่อย่างใด ถ้าหากดินเสื่อมสภาพไปหมดแล้ว จากอ้อย 200 ไร่ที่เคยถากถางป่าทำ ณ เวลานั้น แม้เมื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยลงเท่าตัวก็ยังได้ผลผลิตเท่าเดิม คำเดื่องจึงนำเงินค่าปุ๋ยที่ลดลงได้คราวละนับหมื่นไปตัดหนี้ ค่อยๆ ใช้หนี้สินไปพร้อมๆ กับหันมาประหยัดค่าใช้จ่ายในครอบครัว หันมาปฏิบัติธรรม กินอาหารมังสวิรัต และดำเนินชีวิตอย่างสมถะ ท้ายที่สุดคำเดื่องก็ปลดหนี้ลงได้
           ในเวลาเดียวกันกับที่ปลดหนี้สินลงได้ ที่ดินที่เขาเคยถากถางทำไร่ปอไร่อ้อยก็ได้รับการประกาศให้เป็นป่าสงวน คำเดื่องจึงหันกลับมาทำนาบนที่ดินที่เคยทอดทิ้งไป การละจากพืชเศรษฐกิจหันกลับมาสู่การทำนาแบบเดิม เป็นจุดพลิกผันที่ทำให้เขาได้ค้นพบและเรียนรู้ถึงพลังมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ความมหัศจรรย์อันมีเคล็ดลับอยู่ที่ "ฟางเส้นเดียว"
           "ตอนนั้นใกล้ๆ แปลงนาก็ปลูกพริกแล้วเอาฟางไปคลุม เพราะสังเกตจากเพื่อนที่เขาปลูกกระเทียมแล้วเอาฟางไปคลุม มันจะไม่แห้งเร็ว ทีนี้ฟางจากนาข้าวที่เราเอาไปคลุมต้นพริก มันมักจะมีเมล็ดข้าวที่เวลาเราเกี่ยวแล้วมันหล่นติดไปด้วย มันก็งอกขึ้นมาเราก็จะต้องถอนออกทุกครั้ง แต่มีอยู่ต้นหนึ่งที่พริกมันตายก็เลยไม่ต้องถอนต้นข้าว พอหลังสิ้นปีเราไปเกี่ยวข้าว ก็ไปเห็นข้าวที่งอกออกจากกอต้นพริกต้นนั้น ก็สงสัยว่า เอ! ทำไมข้าวเม็ดเดียวที่ร่วงลงไปมันออกมาตั้ง 20 กว่ารวง แล้วลักษณะทรงต้นก็แข็งแรง แต่ไอ้ที่เราปักดำมันได้น้อยรวงกว่า รวงก็เล็ก  ก็เลยเกิดความคิดว่าทำอย่างไรเราจะทำต้นข้าวอย่างนี้ได้ น้ำก็ไม่ต้องการมาก พอคิดอย่างนี้ก็เลยตั้งคำถามว่า เพราะอะไรข้าวมันถึงงาม ก็คิดออกได้ทันทีเลยว่านั่นเป็นเพราะข้าวต้นนี้ไม่ได้ถูกตัดราก ไม่เหมือนเวลาที่ปักดำเราถอนรากออกมา รากมันจะขาด อันที่สองเวลาเราปักดำมันจะชะลอตัวมันต้องมาปรับตัวใหม่ อันที่สามต้นข้าวต้นนี้โตขึ้นบนบก มันมีฟางคลุม ความชื้นมันพอดีกับข้าว ก็แสดงว่าข้าวจริงๆ แล้วมันไม่ชอบน้ำมาก แต่ขอให้มีความชื้นพอ มันก็จะขึ้นได้งาม"
           เมื่อมองเห็นเคล็ดลับของฟางเส้นหนึ่ง ที่สามารถทำให้ต้นข้าวงอกงามขึ้นมาได้ คำเดื่องจึงเริ่มทดลองทำนาตามธรรมชาติด้วยการไม่ไถ หว่านข้าว แล้วเอาฟางคลุม เขาเริ่มต้นจาก 4 ตารางวา มาถึง 1 งาน 2 ไร่ แล้วขยายขึ้นเป็น 4 ไร่ ในช่วงของการทดลองทำนาเช่นนี้ก็ให้บังเอิญที่เขาได้อ่านพบบทความในวารสาร อโศก เล่าถึงการทำนาตามธรรมชาติของมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เกษตรกรชาวญี่ปุ่น คำเดื่องจึงสนใจศึกษาด้วยความที่มองเห็นว่าเป็นแนวทางเดียวกับเขา ในขณะที่เขาเพิ่มเริ่มต้น ฟูกูโอกะได้ลงมือทำล่วงหน้ามานาน จนประสบความสำเร็จไปแล้ว
         คำเดื่องทดลองอยู่ 3 ปี ก็ประสบความสำเร็จจากวิถีทางเกษตรกรรมธรรมชาติที่เขาค้นพบและศึกษาเพิ่มเติม วิถีทางที่คนและสัตว์อยู่ร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปราบศัตรูพืช เพราะแมลงศัตรูพืชแต่ละชนิดธรรมชาติได้จัดสรรให้ทำลายกันเองอยู่แล้ว ซากพืชและฟางคือสิ่งวิเศษที่ธรรมชาติให้มารักษาดินที่ทรุดโทรม ให้คืนดีดังเดิมโดยไม่ต้องใช้สารเคมี นาของคำเดื่องไม่ไถ ไม่ใส่ปุ๋ย ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ไม่กำจัดวัชพืช ก็กลับให้ผลผลิตดีกว่าเดิม
          นี่คือสิ่งที่เขาค้นพบเมื่อ 10 ปีมาแล้ว ในปี พ.ศ. 2532 ปีที่เขามีอายุได้ 37 ปี ช่วงเวลาเดียวกับที่เกษตรกรจำนวนมากยังคงเดินหน้าทำลายธรรมชาติลงด้วยการใช้ ยาปราบศัตรูพืช สารเคมี มุ่งไปสู่วิถีทางของการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อขาย คำเดื่อง ภาษี อยู่ที่นี่บนที่ดิน 18 ไร่ของเขา ดำเนินวิถีที่พอเพียง มีเวลาให้กับตัวเองเพื่อ่านหนังสือ ศึกษาธรรมะ และเฝ้ามองแมงมุมชักใยคอยดักแมลงในนาข้าวของเขาอยู่อย่างเงียบๆ
           เรื่องราวของคำเดื่อง ภาษี ก็คงจะจบลงเพียงเท่านี้ หากเขาไม่ค้นพบในเวลาต่อมาว่า ยามนี้เขาไม่สามารถที่จะ "กางร่มคนเดียวในทะเลทราย" ได้อีกต่อไปแล้ว "เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นจะเห็นว่ามันไม่กระทบครอบครัวผมเลย แต่เราก็จะอยู่ลำพังไม่ได้แล้ว มันเหมือนคนกางร่มคนเดียวในทะเลทราย มันเป็นไปไม่ได้ ผมก็เลยคิดจะสร้างเป็นโรงเรียนขึ้นมาเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา อยากให้ทุกคนมองเห็นว่าต้องอย่าไปใส่ใจเรื่องพืชเชิงเดี่ยว เพราะมันเป็นอะไรที่นับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง มันต้องมามองกันใหม่ ที่สำคัญคืออยากให้เขามามองเรื่องทุน รู้จักการใช้ต้นทุน ทุนธรรมชาติมันมีอยู่หลักๆ คือ น้ำ ดิน ต้นไม้ "ดิน" คือต้นทุนที่สูงที่สุดของการดำเนินชีวิตของสัตว์บนโลก ดินเป็นตัวให้ต้นไม้งาม ให้ผลผลิตดีไม่ดี เราจะทำอย่างไรให้ต้นทุนตรงนี้ดี หลังจากดินแล้วก็ต้องมามองเรื่องความหลากหลายทางธรรมชาติ ความหลากหลายนี้เป็นความงามความไพบูลย์ อันนี้อยู่ไม่ได้อีกอันหนึ่งก็อยู่ได้ ถ้าเรามีหนอนแล้วพูดเรื่องยามันก็จะกลับไปโลกเก่าอีก มันต้องให้มีความหลากหลาย ถ้ามีมะกรูดอย่างเดียวหนอนมะกรูดก็กินต้นนี้แล้วไปกินต้นอื่น กินไปเรื่อยๆ"
            โรงเรียนชุมชนอีสาน เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2539 โดยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อม สร้างเป็นโรงเรียนเครือข่าย 3 พื้นที่ใน 2 อำเภอ คือในเขตอำเภอสตึก อยู่ในความดูแลของคำเดื่อง ภาษี และอำเภอลำปลายมาศ อีก 2 พื้นที่ อยู่ในความดูแลของผู้นำชาวบ้านคือ ผาย สร้อยสระกลาง และครูบาสุทธินันท์ ปรัชญ์พฤกษ์ แนวทางของโรงเรียนชุมชนอีสาน คือการให้การอบรมเกษตรกรเพื่อให้เข้าใจ และเปลี่ยนวิธีคิดจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว หันมาหาวิถีทางของการทำเกษตรผสมผสาน อันเป็นการอบรมโดย "ชาวบ้าน สอนชาวบ้าน" ด้วยกันเอง จากประสบการณ์ที่พวกเขาเคยก้าวเดินมาก่อน จากบทเรียนที่พวกเขาได้เรียนรู้แล้วว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวนั้นชาวบ้านจะ ไม่สามารถพึ่งตนเองได้เลย
           ทุกวันนี้มีคนนับร้อยในสองอำเภอ มองเห็นความสำคัญของการดำเนินชีวิตแบบพออยู่พอกิน ของการเอื้ออาทรต่อธรรมชาติ จากที่เคยปลูกอ้อยหลายสิบไร่ ใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลงจนดินเสื่อมสภาพ พวกเขาเริ่มพลิกฟื้นปรับเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกไม้ยืนต้นลงบนผืนดิน แต่คำเดื่องกล่าวว่านี่มิใช่การที่เขาไปเปลี่ยนวิธีคิดของคนอื่น แต่คือการที่เขากระทำให้เก็นมาตลอดว่าเส้นทางที่เขาเลือกเดิน ทำให้วันนี้เขามีพอเพียง
           "ผมไม่ได้ไปเปลี่ยนเขา แต่ให้ทุกคนมาทบทวนว่า ทำไมพวกเราทำงานมามันถึงลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ มันมีอะไรบ้างที่เป็นตัวผิดพลาด มันก็คือวิธีคิดที่อยากได้เงินมากๆ ลองเชื่อตัวเองสักครั้งได้ไหมชีวิตที่เหลืออยู่นี้ ลองเชื่อตัวเองว่าคุณจะทำอย่างไรชีวิตคุณถึงจะดีกว่าที่ผ่านมา คุณเชื่อมั้ยว่าคุณทำนาพอกิน คุณเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่พอกิน สามารถที่จะอยู่กับครอบครัวอย่างอบอุ่นได้"
            ทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน ที่บ้านของคำเดื่อง ภาษี จะมีการประชุมระหว่างสมาชิกของโรงเรียนชุมชนอีสาน ทุกคนมารวมกันที่นี่เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากการเปลี่ยนวิถีการดำรงชีพจากพืชเชิงเดี่ยวหันมาสู่วิถีของการพึ่งตนเอง แน่นอนบนเส้นทางของการเปลี่ยนแปลงย่อมมีอุปสรรคเกิดขึ้นเสมอ การประชุมที่เกิดขึ้นนี้จึงมีขึ้นเพื่อให้ทุกคนร่วมรับฟังปัญหา และช่วยกันคิดหาทางแก้ไข
              ภาพชุมชนที่ร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไขปัญหาของตัวเองที่กำลังดำเนินให้เห็นอยู่ เบื้องหน้านี้ อาจเป็นสิ่งเดียวกับที่นักวิชาการชุมชนพร่ำพูดมานานถึงทฤษฎี "คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน" ว่าทิศทางการแก้ไขปัญหานั้นต้องเริ่มจากชุมชนเป็นจุดแรก "โรงเรียนชุมชนอีสาน" อาจเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า วันนี้คำถามได้ถูกถามและคำตอบได้ถูกเลือกโดยชาวบ้าน เพื่อชาวบ้านด้วยกันเอง แต่คำเดื่อง ภาษี เขามิได้ยืนยันว่า คำตอบนั้นอยู่ที่หมู่บ้านเพียงอย่างเดียว หากแต่กระบวนการแก้ไขปัญหานั้นต้องเชื่อมโยงหนทางไปสู่รัฐ ไปสู่ภาคเอกชน และที่สำคัญคือหัวใจที่จะมองดูธรรมชาติแบบใหม่
              "จริงๆ แล้วหัวใจของเกษตรธรรมชาติ คือการดูแลพิทักษ์สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา แล้วก็มีวิถีชีวิตที่จะดำเนินการร่วมกับธรรมชาติไปให้ดีที่สุดเท่าที่จะดี ได้ มันไม่ใช่เรื่องคลุมฟางนากี่เซ็นต์ หว่านข้าวกี่กิโลกรัมต่อไร่ ความเหมาะสมของแต่ละที่กับความเหมาะสมของคนแต่ละคนจะเป็นคนละเรื่องเลย คนที่อยู่บนเขากับคนที่อยู่ในทะเลมันก็เป็นเกษตรธรรมชาติ จะดูแลป่าโกงกางอย่างไร จะรักษาลูกปูลูกกุ้งอย่างไร จะใช้อย่างไร แล้วจะรักษาอย่างไรให้มันยั่งยืน มันเกษตรกรรมธรรมชาติทั้งนั้นเลย"
ตัวอย่างคำพูดของพ่อคำเดื่อง ภาษี :

ที่เปรียบเปรยให้เห็นถึงแนวทางการทำเกษตรปราณีตหนึ่งไร่ซึ่งรัฐบาลชูให้เป็นแนวทางหนึ่งของการแก้ไขปัญหาความยากจน

"เรา ต้องคิดว่าเราคือผู้แพ้สงครามเกษตรเชิงเดี่ยว ใช้สารเคมีจนดินเสื่อมหมดแล้ว เป็นหนี้สินพ้นตัว หนีมาพื้นแผ่นดินใหม่ มีพริก มะเขือ ผักชนิดต่าง ๆ ไก่บ้าน ปลาในบ่อ เป็นพลทหาร จะระดมพลออกรบเมื่อไหร่ก็ได้ มีพืชสมุนไพรผักพื้นบ้านเป็นยา ใช้รักษายามเจ็บไข้ มีลูกยอ กล้วย เป็นนายสิบ มีไผ่เป็นนายร้อย มียางนา ตะเคียนทอง เป็นนายพัน นายพล โดยมีเจ้าของสวนเป็นจอมทัพ สะสมกำลังอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ เพียงหนึ่งไร่ ไม่ต้องหวังร่ำรวย เอาแค่พออยู่พอกิน หวังสร้างทรัพย์สินทางปัญญาเป็นมรดกให้ลูกหลาน ทำอย่างนี้เท่านั้นที่จะนำพาชีวิตครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติไปสู่ชัยชนะได้ "
                พ่อคำเดื่อง ภาษี ปราชญ์ชาวบ้านผู้ผลักดันแนวคิดเกษตรประณีตอีกท่านหนึ่งสะท้อนทัศนะในการมอง โลกและเกษตรแนวทางที่ร่วมกันคิดค้นและผลักดันได้อย่างน่าสนใจ  "เดี๋ยวนี้การพัฒนาของโลกมันผิดนะ  เพราะถ้ามันเริ่มจากใหญ่ๆ  ใครจะตามได้  มันไม่มีทางเป็นไปได้  ฉะนั้นการแก้ปัญหามันต้องเริ่มจากเล็ก  ศักยภาพของโลกมันเท่าเดิมมันไม่โตขึ้นเหมือนต้นไม้  พอคนเยอะขึ้นโลกมันก็ถูกแบ่งซอยไป  ทรัพยากรธรรมชาตันก็น้อยลง  ยิ่งใช้ก็ยิ่งน้อยลง  ความต้องการของคนมันสวนทางกับธรรมชาติ  ความพอดีมันอยู่ตรงไหน  คนนี้ 10 ไร่ก็ไม่พอ 100 ไร่ก็ไม่พอ 1,000 ไร่ก็ไม่พอ  แล้ว 100 ปีจะเป็นอย่างไร  ผมก็บอกว่าเริ่มแรกๆ ก็เริ่มแค่งานเดียว  บางคนก็เริ่มแค่ไร่เดียว  ผมก็ทำมาตั้งนานกว่าจะปลดหนี้ได้ก็เริ่มจากน้อยๆ ทั้งนั้น  เราก็เลยมาคิดกันว่าจะเอาอะไรมาทดลองให้ชาวบ้านดู  มันคงจะต้องมาทำเล็กๆ ให้ดู  เหมือนกับที่เราทำแรกๆ  ทำแรกๆ ทำเล็กก็จริงแต่เราก็ปลูกหลายอย่าง  แล้วก็รวมความคิดของทุกคนมา  ดูจากที่เราปลูกผักเลี้ยงตัวเองเลี้ยงครอบครัวมา  ใช้พื้นที่เท่าไหร่ก็ตกลงว่าเอา 1 ไร่"  พ่อคำเดื่องเปรียบเปรยถึงการตีกรอบว่าให้ใช้แค่ 1 ไร่ว่าเหมือนกับเรามีเงินน้อย จำทำอะไรก็ต้องคิดก่อน จะพอไหม  เป็นการบีบให้เราต้องวางแผนให้ดี วางแผนในการจัดการดิน จัดการน้ำ จัดการเวลา ฯลฯ  ซึ่งความรู้ตรงนี้จะให้รู้จักการออมดิน ออมน้ำ การจัดการอากาศ จัดการแสง จัดการปัจจัยทั้งหมด  เมื่อความรู้และรูปแบบตรงนี้มันขยายไป  ถ้าในอนาคตที่ดินมันน้อยลงมันก็จะมีตัวอย่าง 2,000-4,000 ตัวอย่างให้คนได้ศึกษา
                พ่อคำเดื่องพูดถึงการทำเกษตรประณีตว่าไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว  เพราะความคิดแต่ละคนไม่เหมือนกัน  แต่ขอให้คิดออกจากกรอบเดิมๆ  มีความหลากหลาย  ประยุกต์ได้หลายรูปแบบ  แต่ต้องเป็นไปอย่างเกื้อกูลและสมดุล  พยายามใช้ที่ดินให้เต็มประสิทธิภาพ  ความต้องการของเจ้าของจะเป็นตัวกำหนด  รวมทั้งต้องปรับความคิดให้พึ่งพาตนเองให้มากที่สุด  พึ่งพาธรรมชาติ  สำหรับแปลงเกษตร 1 ไร่ของพ่อคำเดื่อง  ใช้งานเพียง 2 งานครึ่ง  ยังคงทดลองเรียนรู้อยู่  โดยทำเป็นลักษณะหลุมๆ ไปเป็นแถว  มีการปลูกพืชหลายอย่างในหลุม  จะปลูกเหลื่อมเวลากัน  ในพื้นหลุมปลูกพืชที่ไม่ต้องการแสงมาก ชอบที่ทึบอย่างพวกกุยช่าย ข่า ผักบุ้ง พริก   ในหลุมผักแต่ละแถวจะปลูกตะเคียนทอง มะฮอกกานี ไม้สัก ไม้ยางนา ไม้ประดู่ สลับกันไป  ไม้พวกนี้เป็นไม้ยืนต้นกว่าจะโตใช้เวลา 10-20 ปีบ้าง 30-40 ปีบ้าง พอโตก็ตัดได้  มีกล้วย มะละกอ 2-3 ปีก็ตาย  ไม้ยืนต้นกว่าจะโตเราสามารถปลูกผักต่างๆ หมุนเวียนในหลุมได้  ด้านข้างสามารถปลูกมะละกอ  ปลูกไม้อื่นแทรก เช่น ไม้เพกา ไม้แดง น้อยหน่า หรือล้อมด้วยไม้ประดับก็ได้  หากทึบมากก็แต่งกิ่งให้มีแสงได้  รดน้ำทีเดียวได้ประโยชน์ 2 ทาง  พวกผักสามารถช่วยอุ้มน้ำสร้างความชื้นได้ ประหยัดน้ำ ประหยัดแรงงาน  พื้นที่ด้านข้างว่างจะทำเป็นโรงเห็ด บ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่  เราสามารถออกแบบให้ 1 ปีมีงานทำทุกวันก็ยังได้  เครือข่ายบางคนเริ่มจากขุดบ่อ 2 บ่อเพื่อเลี้ยงปลากับกบแยกกัน  ต่อมาก็ยกพื้นสูงเพื่อเลี้ยงหมู  ต่อไปก็เลี้ยงไก่บนที่เลี้ยงหมู  บนจั่วก็เอาเห็ดขึ้นไปเพาะ  คิดให้หลุดจากกรอบเดิมๆ  ใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้ามาในวิถีเกษตรด้วย  พอคนสามารถออกจากกรอบก็สามารถต่อยอดคิดออกมาได้อีกหลายแบบ  พ่อคำเดื่อง บอกว่าที่เล่ามามันเป็นแค่หนึ่งในล้าน  เราสามารถคิดออกมาได้อีกมาก  พอรูปแบบมันเริ่มหลากหลายก็จะเกิดกระแส  และคนก็สามารถยึดเป็นแบบอย่างได้
                พืชแต่ละอย่างมีความแตกต่างกันในเรื่องปัจจัยความต้องการ  หากจะจัดสรรให้อยู่ในพื้นที่เดียวกันต้องจัดอย่างไม่ให้เกิดการเบียดเบียน กัน  ต้องเข้าใจพืชนั้นๆ  ความต้องการน้ำ  ความต้องการแสง  ความต้องการดิน ฯลฯ  เพื่อจัดวางตำแหน่งได้อย่างเหมาะสม  ซึ่งในส่วนนี้เราสามารถเรียนรู้ศึกษาได้จากธรรมชาติ  ในเรื่องแนวคิดในการใช้เกษตรประณีต 1 ไร่เพื่อปลดหนี้พ่อคำเดื่องอธิบายว่า "คนส่วนมากมักจะคิดว่าเอาเงินไปใช้หนี้  แต่ตัวระบบ 1 ไร่นี่เราอยากให้พึ่งพาตนเองในเรื่องอาหาร  ถ้าเราทำเองผักมันก็จะปลอดภัย  สุขภาพเราก็ดี  ไม่ใช่พอเราหาเงินๆ พอป่วยทีเดียว  เงินก็หายหมด  ถ้าเราไม่ต้องเอาเงินไปซื้ออาหารก็มีเงินไปใช้หนี้มันก็อันเดียวกัน  มันอ้อมมาอีกทาง  ปลูกกิน  เหลือก็ขาย  ถ้าไม่ได้จ่าย  เราก็ไม่ต้องซื้อ  ถ้ายังต้องซื้อมันก็ยังเป็นวงจรที่ไม่มีที่สิ้นสุด  ส่วนพวกไม้ใช้สอยที่เราปลูกอีก 20-30 ปีข้างหน้าถ้าต้นละ 10,000 เราก็ได้มาก  ใน 1 ไร่ก็จะได้มาก  พวกผักที่ปลูกใน 1 ไร่  มันก็ต้องเหลือ  ปลูก 1 ไร่  ไม่มีอะไรไม่เหลือหรอก  ตัวอย่าง 1 ไร่ มี 1,600 ตารางเมตร  ใน 1 ตารางเมตร มี 9 ตารางฟุต  เราลองปลูกผักบุ้งสัก 1,600 ตารางฟุต  เราก็จะมีผักบุ้ง 1,600 แปลงแล้ว  สะระแหน่ก็ 1,600 แปลง  หอมก็ 1,600 แปลง  ลองดูซิใน 1 ไร่  แล้วลองปลูกไม้รอบอย่าง เช่น ชะอม ถ้ารอบ 30 ซ.ม./ต้น  มันก็จะได้ 530 ต้น  แค่รอบๆ 500 กว่าต้น  มันก็ไม่ใช่น้อยๆ 3-4 วันก็ตัดได้ 500 กว่าต้นก็คิดดู  คือมันไม่ได้มีที่ดินเยอะ  เราก็เลยคิดแบบนี้มันก็เห็นว่ามีที่ไป"
                ในอนาคตโลกจะมีความผันผวนเกิดวิกฤตขึ้น  คำว่าเงินทองของมายาข้าวปลาสิของจริงก็จะเด่นชัดมากขึ้น  ระบบอุตสาหกรรมจะล่มสลาย  เมื่อถึงเวลานั้นคนที่อยู่รอดได้จะไม่ใช่คนที่รับจ้างทำงานแลกเงิน  แต่จะเป็นคนที่สามารถผลิตอาหารได้  มีปัจจัยที่สำคัญอย่างที่ดิน  พ่อคำเดื่องบอกว่าในอนาคตจะมีคนจนมากขึ้น  โดยเฉพาะคนจนเมือง  พอทรัพยากรธรรมชาติหมดระบบอุตสาหกรรมก็อยู่ไม่ได้  เมื่อถึงเวลานั้นคนก็จะกลับคืนสู่ท้องถิ่น  ซึ่งออกมาจะซื้อที่ดิน 10-100 ไร่ คงเป็นไปได้ยาก  แต่ที่ดิน 1 ไร่คงไม่ยากสำหรับคนทั่วไป  การจัดการต่างๆ จะเล็กลงมาหมด  มันจะง่ายในการจัดการ  หรือสำหรับคนในเมืองก็สามารถนำแนวคิดไปทำได้  เพราะมันเป็นหลักการการจัดในพื้นที่จำกัด 
 แปลนพื้นที่เกษตรประณีต ๑ ไร่ ของพ่อคำเดื่อง ภาษี

 

  ในพื้นที่ ๑ ไร่ ของพ่อคำเดื่องจะไม่มีพื้นที่นา จะมีส่วนของแปลงผัก ไม้ผล และไม้ยืนต้น รวมทั้งมีพื้นที่สำหรับโรงเรือนเพาะชำ โดยจะไม่ได้เลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ ๑ ไร่ มีการปลูกไม้ยืนต้น เช่น กล้วย มะละกอ เป็นต้น มีการปลูกไม้ใช้สอย เช่น ยางนา ไผ่ สัก ประดู่ ตะเคียน เป็นต้น
ปริมาณและชนิดของผลผลิตจากที่ดิน ๑ ไร่ ของพ่อคำเดื่อง ภาษี
ไม่มีการเลี้ยงสัตว์ในสวน
ไม่มีการทำนาในสวน
ผักมี ๒๙ ชนิด คิดเป็นน้ำหนัก ๓๖๘.๖ กิโลกรัม
ผลไม้มี ๕ ชนิด คิดเป็นน้ำหนัก ๕๔๓.๓ กิโลกรัม
เห็ดมี ๑ ชนิด คิดเป็นน้ำหนัก ๕.๓ กิโลกรัม
รวมพืชทั้งหมด ๓๕ ชนิด คิดเป็นน้ำหนัก ๙๓๘.๒ กิโลกรัม
ผลผลิตที่ไม่ได้ชั่งหรือกินได้มี กล้าไม้ ๒ ชนิด จำนวน ๘ กล้า และมีไม้ไผ่ ๑๓ ลำ
ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการทำเกษตรประณีต ๑ ไร่ ของพ่อคำเดื่อง ภาษี
ค่าแรงงานจำนวน ๗๔๘ ชั่วโมง คิดเป็นเงิน ๑๓,๔๖๔ บาท
ค่าปุ๋ย ๑,๕๑๔ กิโลกรัม คิดเป็นเงิน ๐ บาท
ค่าพันธุ์พืช ๑,๒๘๘ ต้น คิดเป็นเงิน ๔๔๘ บาท
ค่าเมล็ดพันธุ์ ๑๓,๐๗๓ กรัม คิดเป็นเงิน ๗๕ บาท
ค่าพันธุ์สัตว์ ๐ ตัว คิดเป็นเงิน ๐ บาท
ค่าใช้จ่ายทุกประเภทไม่รวมแรงงาน คิดเป็นเงิน ๕๒๓ บาท
ค่าใช้จ่ายทุกประเภทรวมแรงงาน คิดเป็นเงิน ๑๓,๙๘๗ บาท
จำนวน ปีที่ทำเกษตรผสมผสาน ความพอเพียงของปริมาณน้ำ ชนิดและจำนวนของต้นไม้ยืนต้นที่มีอยู่ ปลุกใหม่ ตายไป และคงเหลือในแปลงเกษตรประณีต ๑ ไร่
ที่ดินเกษตรประณีต ๑ ไร่ ของพ่อคำเดื่องเคยทำเกษตรผสมผสานมาแล้ว ๒ ปี
ใช้น้ำจากลำห้วยกุดน้ำใส มีน้ำเพียงพอกับความต้องการตลอดปี
ต้นไม้ยืนต้นที่มีอยู่เดิม ๒๒ ชนิด จำนวน ๓๕๓ ต้น
จำนวนที่ปลูกเพิ่ม ๑๐ ชนิด จำนวน ๒๗๐ ต้น
จำนวนที่ตายไปหรือตัดทิ้งมี ๖ ชนิด จำนวน ๖๕ ต้น
จำนวนคงเหลือ ๒๗ ชนิด จำนวน ๕๕๘ ต้น
หมายเหตุ : เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๘
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ พ่อคำเดื่อง ภาษี ๔๐ ม.๘ ต.หัวฝาย กิ่ง อ.แคนดง จ.บุรีรัมย์ โทรศัพท์ ๐๘๑-๘๗๖-๕๙๐๖
.หากผู้ใดสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ พ่อคำเดื่อง ภาษี 40 หมู่ 8 ต.หัวฝาย อ.แคนดง จ.บุรีรัมย์  โทรศัพท์ 081-8765906 
 แปลนพื้นที่เกษตรประณีต ๑ ไร่ ของพ่อคำเดื่อง ภาษี
เอกสารอ้างอิง : ราศี บุรุษรัตนพันธุ์. คำเดื่อง ภาษี : จากฟางเส้นเดียว
                         สู่โรงเรียนชุมชนอีสาน ใน ทฤษฎีใหม่ในหลวง :
                         ชีวิตที่พอเพียง. กรุงเทพฯ : ร่วมด้วยช่วยกัน,
                         2542. หน้า 113-120

ข้อมูลอ้างอิง: เอกสารโครงการวิจัยและพัฒนาเกษตรกรรมประณีต ๑ ไร่

 

ขอบคุณข้อมูลจาก…  gotoknow.org

 

 

 

วันที่Viewsคอมเมนต์คอมเมนต์
Total84522
อ.. 2310
จ.. 22140
อา.. 21130
ส.. 20140
 

คอมเมนต์คอมเมนต์  

 
0 #2 นางประวีณ์นุช วงศ์เ 2014-10-29 01:57
เคยไปเยี่ยมบ้าน พ่อคำเดื่อง เมื่อตอนเป็นนัก ศึกษาป.โท สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้า คุณทหารลาดกระบั
ไปกันหลายคนค่ะ ไปทานข้าวบ้านพ่ อคำเดื่อง พูดคุยแลกเปลี่ย นเรียนรู้กัน ชื่นชมคุณพ่อมาก คิดถึงค่ะ ถ้ามีโอกาสจะไปเ ยี่ยมอีกนะคะ
อ้างอิง
 
 
+2 #1 นาง ทองพินิจ 2014-02-21 09:58
ชื่นชม จะมีวิธีใดให้คน ทั้งหลายคิดได้ แลลงมือทำแบบนี้ ด้วย
อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

กรุณาแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำที่สุภาพ และท่านที่แสดงความคิดเห็นเลยโดยไม่ได้สมัครสมาชิก ต้องรอการตรวจสอบก่อนนะคะ แต่ถ้าสมัครสมาชิกแล้ว มีการลงชื่อเข้าใช้ คอมเม้นต์จะโชว์ชึ้นในทันทีค่ะ


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช